โดย ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย
1.สถานการณ์ราคาพลังงานหลังสงกรานต์
ราคาน้ำมันโลกหลังวันเสาร์ที่ 18 เมษายน ลดลงเป็นผลจากการเจรจานอกรอบไปในทางบวกทำให้มีการการเปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและแก๊สจากตะวันออกกลางสัดส่วนถึง 1 ใน 5 ของพลังงานโลก แต่เพียงแค่ 14 ชั่วโมงประเทศอิหร่านกลับปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยท่าทีการเจรจายุติสงครามยังหาข้อตกลงกันไม่ได้ล่าสุดเรือรบสหรัฐฯ ยิงเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านเสียหาย ทำให้ราคาน้ำมันโลกกลับมาขยับตัว เช่น ตลาดนิวยอร์ก (WTI) วันจันทร์ที่ 20 เมษายน ปรับขึ้นจากบาร์เรลละ 83.85 USD. เป็น 88.81 USD. ราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นแค่ช่วง 1 วันเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 – 7 ขณะที่ราคาน้ำมันตลาดหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์ (SIMEX) ราคาลดลง 10.1 USD ต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นประเทศไทยวันที่ 20 เมษายน ราคาทรงตัวน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 E10 ลิตรละ 25.461 บาท เก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลิตรละ 4.03 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 24.66 บาท เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนลิตรละ 1.260 บาท และดีเซล B7 ลิตรละ 35.063 บาท เงินกองทุนอุดหนุนลิตรละ 2.830 บาท ขณะที่กำไรค่ากลั่นน้ำมัน (GRM : Gross Refinery Margin) อยู่ที่ ลิตรละ 13.80 บาทเพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคมค่าเฉลี่ยลิตรละ 7.23 บาทและเดือนกุมภาพันธ์ค่าเฉลี่ยลิตรละ 2.18 บาท รัฐบาลก่อนหน้านี้กล่าวว่าจะเข้าไปผ่าตัดลดค่ากำไรค่ากลั่นน้ำมันแต่ปัจจุบันราคายังอยู่ในระดับที่สูงมาก (รายละเอียดดูได้จากตารางเปรียบเทียบราคา)
ราคาน้ำมันหน้าปั๊มคงที่มาตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน โดยราคาน้ำมันยังมีความไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับสถานการณ์สงครามสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน โอกาสราคาน้ำมันหน้าปั๊มอาจทรงตัวระยะสั้นตามสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกและการแทรกแซงของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ราคาน้ำมันดีเซล B7 ช่วงระหว่างวันที่ 17 มีนาคม จนถึงปัจจุบัน (20 เมษายน) ปรับราคาขึ้น/ลง 11 ครั้งจากลิตรละ 29.94 บาท เป็นลิตรละ 42.90 บาท ราคาผลต่างสุทธิลิตรละ 12.96 บาท ราคาน้ำมันที่ปรับสูงเป็นต้นทุนของภาคขนส่งรถบรรทุกได้รับผลกระทบโดยตรงกอปรกับมาตรการของรัฐช่วยคันละ 3,000 – 6,000 บาท เป็นมาตรการให้ครั้งเดียวแต่เงินเท่านี้เติมน้ำมันได้แค่ครึ่งถังวิ่งได้เพียง 1 – 2 วันไม่ได้ช่วยอะไรอย่างเป็นนัย
ผู้ประกอบการขนส่งส่วนใหญ่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนต่างปรับราคาไปก่อนหน้านั้นส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปสู่ซับพลายเชนทั้งภาคการผลิตและบริการรวมถึงภาคเกษตรกรรมและประมง ผลคือราคาอาหารสินค้าอุปโภคและบริโภคโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับพลาสติก ปุ๋ย วัสดุก่อสร้างต่างทยอยปรับราคากระทบต่อเนื่องไปสู่ครัวเรือนซึ่งเป็นผู้บริโภคก่อนหน้านี้มีความเปราะบางจากปัญหาสภาพคล่อง ผลคือการบริโภคชะลอตัวร้านค้าหลังสงกรานต์ส่วนใหญ่ค่อนข้างเงียบเหงา ผลกระทบทางเศรษฐกิจคาดว่า GDP
ปีพ.ศ. 2569 อาจขยายตัวได้ร้อยละ 1.5 จากที่ประเมินก่อนหน้านี้จะขยายตัวได้ร้อยละ 2.0 – 2.5
2.ตลาดแรงงานกับวิกฤตพลังงาน
วิกฤตพลังงานเกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งด้านการบริโภคการลงทุนการใช้จ่ายภาครัฐรวมถึงการส่งออกและนำเข้า เกี่ยวข้องกับการจ้างงานของแรงงานในระบบและนอกระบบรวมกันมากกว่า 21 ล้านคน ตัวเลขนี้ยังไม่รวมแรงงานภาคเกษตร ภาคการศึกษา ภาคสาธารณสุขตลอดจนบุคลากรภาครัฐ สถานภาพตลาดแรงงานของไทยมีภูมิคุ้มกันจากการว่างงานที่อยู่ในอัตราต่ำทำให้ที่ผ่านมายังไม่เห็นการเลิกจ้างหรือลดกำลังคนแต่เริ่มมีสัญญานการจ้างงานในระบบประกันสังคมมาตรา 33 ซึ่งช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ลดลง 1.128 แสนคน ตลาดแรงงานของไทยจากวิกฤตพลังงานผลกระทบยังไม่ชัดเจนเหตุผลสำคัญการส่งต่อต้นทุนโลจิสติกส์และต้นทุนวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียมอยู่ในช่วงปรับราคา เนื่องจากก่อนหน้านี้รัฐบาลโดยกองทุนน้ำมันอุ้มราคาน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉพาะน้ำมันดีเซล B7 การส่งต่อราคาเริ่มชัดเจนตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมและกระทรวงพาณิชย์มีการควบคุมราคาอีกทั้งตลาดมีความอ่อนไหวทำให้ทั้งภาคการผลิตและบริการไม่สามารถปรับราคาสินค้าสะท้อนต้นทุนจริง
นอกจากนี้ปัจจัยที่พยุงตลาดแรงงานของไทยคือภาคการส่งออกและนำเข้าเกี่ยวข้องกับการจ้างงานเกือบสองในสามของประเทศ ช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้การส่งออกเชิงเหรียญสหรัฐขยายตัวสูงถึงร้อยละ 16.96 (หากเป็นเงินสกุลบาทขยายตัวได้ร้อยละ 6.67) เป็นการขยายตัวของภาคการผลิตสูงถึง
ร้อยละ 21.3 ขณะที่ภาคเกษตรและเกษตรแปรรูปหดตัวร้อยละ 2.7 – 5.0 ด้านการนำเข้าในช่วงเวลาเดียวกันขยายตัวร้อยละ 31.8 เนื่องจากราคาพลังงานสูงขึ้นทำให้การนำเข้าเชื้อเพลิงขยายตัวร้อยละ 21.52 แนวโน้มภาคส่งออกและนำเข้ายังเป็นหัวจักรสำคัญของตลาดแรงงานในช่วงที่ผ่านมาจนถึงหลังสงกรานต์การส่งออกยังคงขยายตัวได้ดีโดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหาร แผงวงจรไฟฟ้าตลอดจนชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ มีการส่งออกเพื่อสำรองสต็อกสินค้าประเภทเหล่านี้ขยายตัวได้ถึงร้อยละ 33 – 58
ด้านภาคการนำเข้ายังคงขยายตัวได้ดีเนื่องจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมของไทยมีการตุนสำรองสินค้าคงคลังโดยเฉพาะวัตถุดิบ-สินค้ากึ่งสำเร็จรูปช่วงที่ผ่านมาขยายตัวสูงถึงมากกว่าร้อยละ 50 ปัจจัยดังกล่าวรวมถึงการส่งต่อต้นทุนไปสู่ผู้บริโภคยังอยู่ในช่วงปรับตัวทำให้ยังไม่เห็นภาพชัดเจนของเงินเฟ้อผลคือการจับจ่ายใช้สอยถึงแม้จะลดลงแต่ยังไม่มีผลต่อกำลังการผลิตอุตสาหกรรมตลอดจนโซ่อุปทานทั้งภาคการผลิตและบริการ ตลาดแรงงานยังไม่ได้รับกระทบอย่างเป็นนัยแต่หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซยังไม่จบและยืดยาวออกไปย่อมมีผลต่อเสถียรภาพการจ้างงานและเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังอย่างแน่นอน
Fuel Price Update
เปรียบเทียบราคาล่าสุดกับราคาก่อนสงคราม
(วันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น.)










