เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวแบบเปราะบาง … ตลาดแรงงานภูมิคุ้มกันจากภาคส่งออกทำให้สามารถรักษาการจ้างงาน

โดย ดร.ธนิต โสรัตน์ ประธานสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ และรองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

พลวัตความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์สหรัฐอเมริกากับประเทศอิหร่านจนกลายเป็นสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางตั้งแต่ช่วงต้นปีจนถึงปัจจุบันยังไม่จบ ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกหลังปิดช่องแคบฮอร์มุซรอบใหม่ (13 ก.ค.69) ราคาน้ำมันโลกปรับตัวผันผวนทรงตัวในระดับค่อนข้างสูงล่าสุดน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์ก (WTI) อยู่ที่ 81.73 USD/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันตลาดดูไบซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าพลังงานหลักล่าสุด 85.31 USD/บาร์เรล และราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ (SIMEX) ราคา 122.5 USD/บาร์เรล (ปรับจากดอลล่าร์สิงคโปร์) ราคาน้ำมันหน้าปั๊มช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาขยับตัวเล็กน้อยน้ำมันดีเซลบี 7 และแก๊สโซฮอร์อี 20 ปรับขึ้นลิตรละ 0.85 บาท ส่วนหนึ่งเกิดจากรัฐบาลตึงราคาแก๊สโซฮอร์อี 20 ล่าสุดใช้เงินกองทุนลิตรละ 4.710 บาทและน้ำมันดีเซลบี 7 ลิตรละ 5.928 บาท ล่าสุดกองทุนน้ำมันติดลบมากกว่า 72,260 ล้านบาท

วิกฤตพลังงานโลกจากสงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อต้นทุนวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูปที่ใช้ในการผลิตรวมถึงค่าขนส่งทั้งในประเทศและค่าระวางเรือระหว่างประเทศที่ปรับสูงทำให้ราคาสินค้าปรับตัวได้มากน้อยต่างกันขึ้นอยู่กับปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจในการต่อรอง ผลคือทำให้เกิดบาดแผลเงินเฟ้อ (Inflation Pain Point) ช่วงสูงสุดเดือนเมษายนที่ผ่านมาเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้นร้อยละ 2.89 เทียบกับก่อนวิกฤตพลังงานเดือนกุมภาพันธ์เงินเฟ้อหดตัวร้อยละ 0.88 ล่าสุดเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ร้อยละ 1.95 ช่วง 7 เดือนแรกเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยประมาณร้อยละ 1.21 ข้อมูลนี้ได้มาจากของรัฐสวนทางกับความรู้สึกของประชาชน สภาวะขณะนี้คือเงินสุทธิในกระเป๋าหรือ Net Income ของครัวเรือนลดลงกระทบต่อกำลังซื้อหดตัว เช่น ร้านอาหาร ภัตตาคารแม้แต่ร้านค้าหรือห้างดังคนเงียบหาย ผลที่ตามมาจากเศรษฐกิจที่ซึมคือกำไรที่มีน้อยนิดอยู่แล้วกลับหดตัวหรือติดลบเกิดในสภาวะ “Profit Squeeze” คือสภาวะบีบคั้นจากยอดขายลดแต่ต้นทุนพุ่งสูงนำไปสู่การขาดสภาพคล่องทั้งระดับครัวเรือนและธุรกิจโดยเฉพาะรายย่อยเป็นปัจจัยทำให้หนี้เสียหรือ NPL มีแนวโน้มสูงขึ้นธุรกิจ SMEs ค่าเฉลี่ยร้อยละ 9.5 ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั้งระบบสินเชื่อร้อยละ 2.95

วิกฤตสงครามตะวันออกกลางถึงแม้ยังไม่ยุติแต่อาจไม่ขยายตัวรุนแรงมากไปกว่าที่ผ่านมาช่วงที่เหลือของปีนี้เศรษฐกิจมีสัญญาณการฟื้นตัวภายใต้สภาวะความเปราะบางซึ่งแต่ละภาคส่วนแตกต่างกันที่เรียกว่า “K Shaped Economic Recovery” กล่าวคือภาคธุรกิจการฟื้นตัวแตกต่างกันไปสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มได้แก่

กลุ่มแรก “Business Expanded” กลุ่มธุรกิจขยายตัวได้ดี วิกฤตที่เกิดขึ้นไม่ส่งผลกระทบกลับเป็นบวก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมส่งออกและธุรกิจในโซ่อุปทานช่วงครึ่งปีขยายตัวเป็นประวัติการณ์ถึงร้อยละ 17.57 เทียบกับปีพ.ศ. 2568 ขยายตัวร้อยละ 13.13 กลุ่มอุตสาหกรรมขยายตัวถึงร้อยละ 21.6 ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องหดตัว

กลุ่มสอง “Consistent Cluster” เป็นกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมที่คงที่คงวาหรืออยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ธุรกิจในกลุ่มนี้ที่เห็นชัดเจนคือค้าขายกับราชการ-องค์กรรัฐ ธุรกิจด้านสุขภาพ-รักษาพยาบาล-การศึกษาหรือทำธุรกิจกับบริษัทขนาดใหญ่โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากวิกฤตพลังงาน

กลุ่มสาม “Struggling Business” กลุ่มธุรกิจที่กำลังดิ้นรนหาทางรอด วิกฤตพลังงานโลกเป็นภัยคุกคามรุนแรงยอดขายตกต้นทุนพุ่งสูงไม่สามารถส่งต่อต้นทุนหรือได้เพียงส่วนน้อย กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมที่จำหน่ายในประเทศกำลังการผลิตลดลงสต็อกสูงประสบปัญหาสภาพคล่องหรือเป็นอุตสาหกรรม-บริการตกยุคหมดสมัยถึงแม้ไม่มีวิกฤตก็ไปเกือบไม่รอด

ฉากทัศน์เศรษฐกิจถึงแม้จะเผชิญวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง ผลกระทบอาจไม่มากเท่ากับหลายประเทศ ปัจจัยสำคัญมาจากภาคส่งออกช่วง 6 เดือนแรกขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 17.57 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมขยายตัวร้อยละ 21.64 ขณะที่ภาคเกษตรกรรมและเกษตร
แปรรูปหดตัวร้อยละ 3.01 และ 3.48 ตามลำดับ ขณะที่ภาคนำเข้าส่วนหนึ่งได้รับอานิสงค์จากการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อส่งออก (Re-Export) ขยายตัวได้สูงเป็นประวัติการณ์ร้อยละ 38.03 ปัจจัยสำคัญเป็นผลจากการนำเข้าราคาเชื้อเพลิงขยายตัวเชิงราคาร้อยละ 38 ทั้งสองภาคส่วนอุ้มแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบรวมกันมากกว่า 1 ใน 3 สัญญาณทางบวกคือภาคการลงทุนขยายตัวสูงสุดเท่าที่เคยมีอีกทั้งการนำเข้าเครื่องจักรสินค้าทุนในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาขยายตัวสูงถึงร้อยละ 33.8 และนำเข้าวัตถุดิบ-สินค้ากึ่งสำเร็จรูปที่นำมาเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตขยายตัวถึงร้อยละ 51.3

ข้อมูลข้างตันเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดแรงงานในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นนัยไม่มีสัญญานการว่างงานข้อมูลล่าสุดเดือนมิถุนายนอัตราการว่างงานของประเทศร้อยละ 0.9 เป็นอัตราที่ต่ำผู้มีงานทำ (ม.ค./มิ.ย.) เพิ่มขึ้นถึง 9.15 แสนคนหรือร้อยละ 2.2 แรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายในช่วงเดียวกันมีจำนวน 4.374 ล้านคน สูงสุดเป็นประวัติการณ์เพิ่มขึ้นเกือบ 2.0 ล้านคน ขณะที่แรงงานประกันสังคมมาตรา 33 มีจำนวน 12.231 ล้านคนสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน แสดงให้เห็นถึงความต้องการของตลาดแรงงานนอกจากไม่ลดลงกลับขยายตัวขณะที่ข้อมูลของกระทรวงการคลังระบุว่าการเก็บภาษีรายได้รัฐช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณเก็บได้มากกว่าที่ประมาณการร้อยละ 2.4

ข้อมูลเหล่านี้บ่งบอกเป็นนัยว่าเศรษฐกิจของไทยที่ผ่านมามีภูมิคุ้มกันสามารถฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลกได้ดีแต่ไส้ในมีความเปราะบางและไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกซึ่งเกี่ยวข้องกับสงครามตะวันออกกลางไม่รู้ว่าจะจบกันอย่างไร เกี่ยวข้องกับความสามารถของรัฐบาลในการแก้ปัญหารวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้การขาดสภาพคล่องและงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง สะท้อนจากจำนวนประชากรกลุ่มเปราะบางที่ลงทะเบียนต้องการเงินสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มขึ้นในจำนวนที่น่าวิตก สภาวะสภาพคล่องและหนี้สูงทั้งครัวเรือน-ธุรกิจ-อุตสาหกรรมโดยเฉพาะธุรกิจรายย่อยและ SMEs เป็นกับดักสำคัญต่อการไปต่อของเศรษฐกิจไทยข้อมูลล่าสุด (พ.ค.69) หนี้เสียครัวเรือนเฉพาะมูลหนี้ต่ำกว่า 1.0 แสนบาท แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มที่อยู่ในกระบวณบังคับคดียอดหนี้ 2.1 หมื่นล้านบาทเกี่ยวข้องกับลูกหนี้ 4.12 แสนคน อีกกลุ่มเป็นหนี้เสีย (NPLs) ซึ่งอยู่ในกระบวนการทางกฎหมายมูลหนี้ 5.8 แสนล้านบาทเกี่ยวข้องกับลูกหนี้ 1.132 ล้านคน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเกี่ยวข้องกับสภาพคล่องและหนี้สูงของครัวเรือนและธุรกิจลดทอนการจับจ่ายใช้สอยทำให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราต่ำจะหาทางออกอย่างไรเป็นความท้าทายค่อนข้างสูง


 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *