ภาวะปิดช่องแคบฮอร์มุซ/สงครามตะวันออกกลางรอบใหม่ … ความเสี่ยงผลกระทบห่วงโซ่อุปทานเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 2026

โดย ดร.ธนิต โสรัตน์ ประธานกรรมการบริษัทในเครือ V-SERVE GROUP และประธานสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ (สปรช.)

กลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาปธน.ทรัมป์ฉีกข้อตกลงยุติสงครามกับอิหร่านทำให้เกิดสงครามตะวันออกกลางรอบใหม่ต่างอ้างเป็นผู้ควบคุมและปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงาน 1 ใน 5 ของภูมิภาค ขณะที่ไทยก่อนหน้าวิกฤตพึ่งพาแหล่งน้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่า 1 ใน 2 ของปริมาณที่นำเข้าทั้งหมด ภาวะดังกล่าวมีผลต่อราคาน้ำมันดิบตลาดโลกตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมราคาลดลงมาโดยตลอดกลับมีราคาพุ่งสูงจนทำให้เกิดวิกฤตพลังงานโลก

กรณีศึกษาเปรียบเทียบราคาน้ำมันตลาดโลกระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม กับวันที่ 24 กรกฎาคม (ซึ่งเป็นวันจัดทำรายงาน) ราคาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์ก (WTI) อยู่ที่ 92.24 USD ต่อบาร์เรลสูงขึ้น 24.43 USD คิดเป็นร้อยละ 36.0, น้ำมันตลาด Brent 100.97 USD ราคาปรับตัวสูงขึ้น 30.15 USD คิดเป็นร้อยละ 42.57 (1 บาร์เรลเท่ากับ 158.98 ลิตร)

สำหรับราคาน้ำมันดูไบซึ่งเป็นราคาอ้างอิงของไทยในช่วงเวลาเดียวกันซึ่งอยู่ระหว่างยิงจรวดถล่มกัน ราคาน้ำมันดิบจากราคา 79.45 USD ต่อบาร์เรล กลับปรับราคาลดลงเหลือ 77.68 USD หรือลดลงบาร์เรลละ 1.77 USD ลดลงคิดเป็นร้อยละ 2.23 ราคาน้ำมันภูมิภาค “Middle East” ซึ่งเป็นราคา ณ ปากบ่อนอกจากราคาไม่ปรับขึ้นยังลดลง เหตุผลอาจมาจาก

ประการแรก สงครามรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านตลาดคาดว่าอาจไม่รุนแรงมากกว่าครั้งก่อนหน้าทำให้ไม่เกิดความตระหนกในการกักตุนน้ำมัน (Panic Buying) ประการที่สอง น้ำมันสำรอง (Bunker Reserve) ของประเทศต่างๆ รวมทั้งไทยอยู่ในปริมาณสูงกดดันราคาน้ำมัน

ประการที่สาม ซาอุดิอาระเบียมีเส้นทางขนส่งผ่านท่อทางบก “East-West Pipe Line” ระยะทาง 1,200 กิโลเมตร ไปออกทะเลแดง ณ ท่าเรือ Yanbu Port และประเทศ UAE มีท่อน้ำมันระยะทาง 400 กิโลเมตรไปออกเมือง “อาบูดาบี” ไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่เริ่มมีปฏิกิริยาจากรัฐบาลฮูติ (เยเมน) ขู่จะปิดช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” อยู่ระหว่างอ่าวเอเดนกับทะเลแดงผ่านคลองสุเอซเชื่อมต่อทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปสู่ยุโรปและอเมริกาฝั่งตะวันออก

ประเทศไทยมีบทเรียนการรับมือวิกฤตพลังงานโลกเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานเศรฐกิจมีผลกระทบทั้งตลาดแรงงาน-ธุรกิจ-อุตสาหกรรมครัวเรือนและภาครัฐ ช่วงแรกเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันทั่วประเทศจนรถรอคิวเติมน้ำมันยาวเหยียด สาเหตุสำคัญคือการกักตุนและการเก็งกำไรโดยเฉพาะจากรายใหญ่ ราคาน้ำมันดีเซล บี7 ก่อนสงครามตะวันออกกลางราคาลิตรละ 29.94 บาท ช่วงต้นเดือนเมษายน เคยพุ่งขึ้นสูงถึง 50.84 บาทต่อลิตร

หลังตกลงยุติสงคราม (1 ก.ค.) ราคาอยู่ที่ลิตรละ 37.50 บาท และสงครามตะวันออกกลางครั้งที่ 2 ราคาล่าสุด (24 ก.ค.) อยู่ที่ลิตรละ 36.69 บาท รัฐบาลเคยใช้เงินกองทุนเข้ามาอุดหนุนเคยสูงสุดลิตรละ 24.09 บาท (ปัจจุบันใช้เงินกองทุนลิตรละ -8.760 บาท) ขณะที่น้ำมันแก๊สโซฮอร์ E20 ราคา (ณ วันที่ 1 ก.ค). 33.05 บาท ปัจจุบันลิตรละ 31.69 บาท ใช้เงินกองทุนน้ำมันอุดหนุนลิตรละ -7.290 ในช่วงต้นของวิกฤตพลังงานอาจมีการขาดแคลนน้ำมันอยู่ในระยะสั้นๆ หลังจากนั้นรัฐบาลบริหารจัดการได้ดีมีการนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นรวมถึงเพิ่มเติมน้ำมันสำรอง ถึงแม้ราคาน้ำมันจะสูงแต่ไทยไม่มีการขาดแคลนน้ำมันเหมือนกับหลายประเทศในภูมิภาค

ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ กรณีศึกษาสงครามตะวันออกกลาง (สหรัฐอเมริกา-อิหร่าน)

–   ตะวันออกกลางเป็นตลาดส่งออกของไทย สัดส่วนร้อยละ 3.6 มูลค่าประมาณ 400,000 ล้านบาท โดยมีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เป็นคู่ค้าอันดับ 1 (ปัจจุบันมีบางสายเรือรับขนส่งผ่านท่าเรือ “ฮุนดา” ของอินเดียเพื่อไปเปลี่ยนถ่ายเรือเล็ก

–   ตะวันออกกลางช่องแคบฮอร์มุซ ไทยนำเข้าน้ำมัน-แก๊ส สัดส่วนมากกว่าร้อยละ 51 และเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันของโลกสัดส่วน 1 ใน 5

–   อ่าวเอเดน-ทะเลแดง ผ่านช่องแคบบับ เอล-มันเดบ เส้นทางขนส่งน้ำมันตะวันออกกลางสัดส่วนร้อยละ 7

–   อ่าวเอเดน-ทะเลแดง ผ่านคลองสุเอซเป็นเส้นทางเดินเรือ Trans Mediterranean  ไปยุโรป-USA ฝั่งตะวันออก ความไม่ปลอดภัยเรือขนส่งคอนเทนเนอร์เกือบทั้งหมดไม่ผ่านโดยใช้เส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป เพิ่มระยะเวลาหนึ่งเท่าตัวกระทบต่อค่า Freight Charge

ที่มา : https://pantip.com/topic/38794683/desktop

กรณีประเทศไทยผลกระทบโดยตรงคือภาคขนส่งเป็นด่านแรกที่ได้รับผลกระทบโดยทั่วไปราคาน้ำมันดีเซลที่ใช้ในรถบรรทุก (บี7) มีต้นทุนเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 30 – 35  ส่วนที่จะผลักดันราคาไปสู่ภาคอุตสาหกรรมได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับอำนาจการต่อรอง ด้านราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคมีการปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 10 – 15 ขึ้นอยู่กับสัดส่วนน้ำมันที่มีผลต่อราคาสินค้าและที่สำคัญคือความสามารถในการดันราคาภายใต้การแข่งขันและการบริโภคที่หดตัว ราคาสินค้าที่สูงขึ้นนอกเหนือจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังเกี่ยวข้องกับวัตถุดิบหรือสินค้ากึ่งสำเร็จรูปที่องค์ประกอบเกี่ยวข้องกับปิโตรเคมีคอล เช่น แนฟทา เม็ดพลาดสติก เอทิลีน โปรพิลีน ปุ๋ย เคมีภัณฑ์ต่างๆ บางช่วงนอกจากแพงแล้วยังหาซื้อไม่ได้

นอกจากนี้ค่าระวางเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศหรือ “Freight Charge” ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงอยู่ในราคาวัตถุดิบไปจนถึงสินค้าสำเร็จรูปราคามีการปรับขึ้นมาโดยตลอด กรณีเส้นทางจากสหรัฐฯ (West Coast) ราคาก่อนวิกฤตสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านอยู่ที่ตู้ละ 2,850 USD/TEU ราคา ณ เดือนกรกฎาคมปรับขึ้นสูงถึง 5,550 USD/TEU หรือเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ด้านสินค้าที่มาจากยุโรปในช่วงเดียวกันราคาค่าระวางเรือ 2,250 USD/TEU เทียบกับราคาปัจจุบัน 4,300 USD/TEU เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 91 ทำให้ต้นทุนสินค้าอุตสาหกรรมสูงขึ้นแต่โดยทั่วไปสินค้าไม่ขาดแคลน

สำหรับผู้บริโภคที่รับไปเต็มๆ คือต้นทุนการดินทางทั้งน้ำมันที่ใช้ในรถยนต์-มอเตอร์ไซค์-แท็กซี่หรือรถสาธารณะ กอปรกับสินค้าอุปโภค-บริโภคต่างๆ ราคาสูงขึ้นโดยเฉพาะของกิน-ของใช้ในชีวิตประจำวัน ขณะที่ด้านรายได้กลับคงที่หรือบางรายลดลง ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจคือรายได้สุทธิ (Net Income) หรือเงินในกระเป๋าน้อยลงส่งผลกระทบไปถึงสภาพคล่องซึ่งเกิดขึ้นทั้งในระดับครัวเรือนและในภาคธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจรายย่อยและ SMEs

ผลกระทบที่ชัดเจนจากวิกฤตสงครามความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางคือสภาวะเงินเฟ้อเดือนมิถุนายนอัตราเงินเฟ้อจากไม่ถึงร้อยละ 0.5 พุ่งไปร้อยละ 2.9 เดือนมิถุนายน ราคาน้ำมันโลกเริ่มลดลงเงินเฟ้อขยับลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.42 และเดือนกรกฎาคม ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลดลงมากอาจทำให้เงินเฟ้อลดลงส่วนหนึ่งเป็นผลจากรัฐบาลใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปอุ้ม

เช่น ราคาน้ำมันดีเซล B7 (ณ 24 ก.ค.) ลิตรละ 8.760 บาท และแก๊สโซฮอล์ E20 ใช้เงินกองทุนอุ้มลิตรละ 7.290 บาท การอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงคงทำได้ไม่นานเพราะข้อจำกัดเงินคงคลังตัวเลขล่าสุดเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ไป 107,398 ล้านบาท (12 ก.ค.) คาดว่าเงินเฟ้อทั้งปีพ.ศ. 2569 อาจอยู่ที่ร้อยละ 2.0 (ก.พาณิชย์) แต่ตัวเลขนี้ประเมินก่อนวิกฤตตะวันออกกลางรอบใหม่

อย่างไรก็ตามถึงแม้สงครามตะวันออกกลางรอบใหม่ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมจนถึงวันที่เขียนรายงานฉบับนี้ เศรษฐกิจโลกรวมทั้งของไทยได้ผ่านจุดสูงสุดของความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานมาแล้ว เห็นได้จากราคาน้ำมันตลาดโลกดูไบซึ่งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางราคาไม่ขยับและกลับราคาลดลง

เศรษฐกิจครึ่งปีหลังคงไม่มีอะไรเลวร้ายกว่าไตรมาส 2 ประเด็นที่นักวิชาการหรือบางภาคส่วนมีความกังวลคือการปิดกิจการของธุรกิจ-อุตสาหกรรมตามด้วยการว่างงานและการเลิกจ้าง ฉากทัศน์ตลาดแรงงานไทยช่วงที่ผ่านมาสามารถรับมือกับวิกฤตพลังงานโลกได้ดี ข้อมูลล่าสุด (พ.ค.69) เทียบกับต้นปี (ม.ค.69) ผู้มีงานทำเพิ่มขึ้น 1.468 ล้านคน อัตราการว่างงานร้อยละ 0.9 – 1.0 เป็นอัตราที่ต่ำมาก จำนวนคนว่างงานแฝงลดลงครึ่งหนึ่งจาก 6.563 แสนคนเหลือ 3.123 แสนคน การจ้างงานแรงงานต่างด้าวช่วง 5 เดือนเพิ่มเท่าตัวจาก 2.380 ล้านคนเป็น 4.374 ล้านคน ขณะที่แรงงานในระบบประกันสังคมมาตรา 33 เดือนพฤษภาคม จำนวน 12.189 ล้านคนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อัตราการว่างงาน (ม.33) ร้อยละ 2.26 สูงกว่าค่าเฉลี่ยปีพ.ศ. 2568 อยู่ที่ร้อยละ 2.0

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ตลาดแรงงานไทยไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานคือภาคส่งออกซึ่งอุ้มแรงงานเกินครึ่งของผู้มีงานทำสามารถขยายตัวได้ดีช่วง 5 เดือนแรกขยายตัวร้อยละ 17.04 ทำให้กำลังการผลิตหรือ “Capacity Utilization” จากระดับร้อยละ 60 เพิ่มเป็นร้อยละ 64 โรงงานหลายแห่งทำล่วงเวลาส่งผลต่อการจ้างงานในอุตสาหกรรมและบริการในโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องมีการประเมินส่งออกทั้งปีอาจขยายตัวได้ร้อยละ 14

สำหรับภาคนำเข้าในช่วงเดียวกันมีการขยายตัวในระดับสูงโดยการขยายตัวอยู่ที่การนำเข้าวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูปส่วนใหญ่เพื่อเข้ามาตุนสต็อกป้องกันความเสี่ยงสินค้าขาดแคลนมีการขยายตัวถึงร้อยละ 47.5 เทียบกับปี 2568 ขยายตัวเพียงร้อยละ 17.3 และการนำเข้าสินค้าประเภททุน-เครื่องจักรขยายตัวร้อยละ 31.85 สูงกว่าปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าการลงทุนของประเทศยังมีทิศทางการขยายตัวซึ่งจะเป็นปัจจัยทางบวกต่อตลาดแรงงาน

ภาวะที่ตามมากับสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางคือบาดแผลของเงินเฟ้อ (Inflation Pain Point) คือการบริโภคในประเทศยังคงซึมต่อเนื่องเป็นผลมาจากสภาพคล่องและหนี้ครัวเรือนรวมถึงหนี้เสีย (NPL) ของสถาบันการเงินที่อาจขยายตัวจากร้อยละ 29 เป็นร้อยละ 4.0 ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นปัจจัยบั่นทอนไส้ในของเศรษฐกิจไทยซึ่งมีความอ่อนแอเป็นทุนอยู่ก่อนแล้วให้มีความเปราะบางมากยิ่งขึ้น เกี่ยวข้องกับความไม่สมดุลของการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจที่เรียกว่า “K Shape Economy” คือแรงงานหรือบางภาคส่วนธุรกิจอาจไปได้ดีหรืออาจประคองตัวอยู่รอดได้แต่บางรายอาจต้องอยู่กับสภาวะฝืดเคือง ภาคเศรษฐกิจส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะ “Uncertainty Economy” คือความไม่แน่นอนของอาชีพการงานและการดำเนินธุรกิจซึ่งไม่สามารถคาดการณ์อนาคตขึ้นอยู่ว่าอยู่ตรงจุดใหน

ประเด็นนี้อย่าไปดึงว่าเกี่ยวข้องกับความเหลื่อมล้ำเพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับขีดความสามารถในการแข่งขัน ความสามารถในการปรับเปลี่ยนตัวเองและ/หรือธุรกิจให้สอดคล้องกับอุปสงค์ใหม่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีโดยเฉพาะเอไอ กลุ่มเสี่ยงคือแรงงานหรือธุรกิจเหล่านั้นอยู่ในคลัสเตอร์อุตสาหกรรมตกยุค-หมดสมัย (Sunset Industry) ภายใต้เศรษฐกิจปีพ.ศ. 2569 ซึ่งอาจขยายตัวได้ในระดับต่ำแต่เสถียรภาพทางการเงินของไทยอยู่ในระดับที่ดีสะท้อนจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (ณ มิ.ย.69) หรือ “Net International Reserve” อยู่ที่ 302,165.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า อัตราแลกเปลี่ยนค่อนข้างอ่อนค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับภูมิภาคล่าสุด (24 ก.ค.) อัตรา 33.763 บาท/USD เมื่อเทียบก่อนเกิดเหตุวิกฤตพลังงานอ่อนค่าร้อยละ 8.42 ส่วนหนึ่งเกิดจากการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐและความไม่เชื่อมั่นงบประมาณขาดดุลของไทยติดต่อหลายปี

ปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญอยู่ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสงครามสหรัฐ-อิหร่านกระทบไปถึงเศรษฐกิจโลก เกี่ยวข้องกับสภาวะสภาพคล่อง “Liquidity Effect” ตลอดห่วงโซ่อุปทานเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับครัวเรือนมีผลต่อการจับจ่ายใช้สอยหรือการบริโภคลดลง ภาวะสภาพคล่องของภาคธุรกิจที่เกิดจากรายได้/ยอดขายลดลงแต่ต้นทุนกลับสูงขึ้นมีผลทำให้รายได้สุทธิของภาคธุรกิจลดลงเป็นปัจจัยสำคัญทำให้เกิดภาวะเงินตึงตัวตามด้วยหนี้เสีย ปรากฎการณ์ดังกล่าวมีผลต่อเศรษฐกิจระดับมหภาค รัฐบาลมีเงินไม่เพียงพอในการกระตุ้นเศรษฐกิจผลกระทบจะส่งไปถึงกลุ่มเปราะบางตัวเลขล่าสุดจำนวนผู้ผ่านเกณฑ์คัดกรองเพื่อรับเงินสวัสดิการของรัฐมีจำนวน 9.51 ล้านคน และผู้ไม่ผ่านเกณฑ์อยู่ระหว่างการตรวจสอบจำนวน 9.31 ล้านคน แสดงให้เห็นไส้ในความเปราะบางของเศรฐกิจไทยคนกลุ่มเปราะบางรวมกันคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 28.6 ของประชากร หากข้อมูลนี้ถูกต้องในช่วงครึ่งปีเศษจำนวนประชากรกลุ่มเปราะบางเพิ่มขึ้นประมาณ 4.3 ล้านคน กลุ่มคนเหล่านี้หวังพึ่งเงินกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ จากรัฐขณะที่เงินในกระเป๋าของรัฐบาลในรูปของงบประมาณหลังจากหักรายจ่ายประจำแทบไม่เหลือเป็นกับดักทางเศรษฐกิจของไทย … แก้ยากครับ


 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *