ธุรกิจโรงแรมไทยในวิกฤติโควิด จะไปต่อ..ได้อย่างไร

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการล็อกดาวน์ประเทศ ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างหนัก

โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม ที่แทบไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าพัก และยิ่งมีการแพร่ระบาดระลอกที่ 2 ผลกระทบยิ่งหนักหน่วงขึ้นจนแทบไม่มีเม็ดเงินเพียงพอในการหล่อเลี้ยงพนักงาน มีหลายโรงแรมต้องปิดตัวชั่วคราว

มาริสา สุโกศล หนุนภักดี นายกสมาคมโรงแรมไทย และรองประธานกรรมการกลุ่มโรงแรมเครือสุโกศล ได้สะท้อนความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจด้านโรงแรมของผู้ประกอบการในประเทศไทยว่า หลังเกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกที่ 2 สถานการณ์ก็ยังไม่สู้ดีนัก ไม่ใช่แต่ผู้ประกอบการเท่านั้น แต่กระทบไปถึงพนักงานด้วย

โดยจากตัวเลขโรงแรมที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายของกระทรวงมหาดไทย มีโรงแรมอยู่  1.6 หมื่นแห่งทั่วประเทศ พนักงาน 8 แสนกว่าคนในภาวะปกติ แต่ตอนนี้คาดว่าหายไปหรือลดลงไป 50%  สอดคล้องกับการสำรวจโรงแรมของหอการค้าไทยที่รวมไปถึงโรงแรมขนาดเล็กพบว่าพนักงานหายไปประมาณ 50% เช่นกัน

มาริสา กล่าวว่า โรงแรมที่เคยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก เช่น ภูเก็ต เกาะสมุย กรุงเทพฯ ย่านสุขุมวิท ถนนข้าวสารตอนนี้ปิดตาย หลายแห่งในภูเก็ตประกาศขายกิจการเพราะไปต่อไม่ไหว จากที่มีการล็อกดาวน์ 3 เดือน ช่วงโควิด-19 ระบาดครั้งแรก (เมษายน-มิถุนายน 2563) จนใกล้สิ้นปีสถานการณ์กำลังจะดีขึ้น

แต่มาเกิดการระบาดโควิดระลอกที่ 2 ทำให้สถานการณ์แย่ลง มีนักท่องเที่ยวเข้ามาแค่ 6,000 กว่าคน จากภาวะปกติที่มีถึง 3 ล้าน 3 แสนคน เท่ากับเหลือแค่ 2% และไม่ใช่นักท่องเที่ยวทั่วไปแต่เป็น นักท่องเที่ยว ที่เข้ามาพักอยู่นาน และอีกส่วนหนึ่ง คือ นักท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ เช่นมีครอบครัวหรือบ้านอยู่ในประเทศ ซึ่งตัวเลขน้อยเหลือเกิน

ขณะที่เดือนมีนาคม 2564 ก็จะครบปีของการแพร่ระบาด โควิด 19 ผู้ประกอบการที่มีสายป่านทางการเงินยาวไกล ก็ยังเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้ แต่ผู้ที่่่สร้างโรงแรมมาเพื่อรับลูกค้าต่างชาติโดยเฉพาะ ก็ต้องปิดไปโดยปริยาย บางรายสู้ต่อไป โดยกู้เงินจากธนาคารเพื่อประทังชีวิต และช่วยพนักงาน และบางรายก็ประกาศขายกิจการอย่างที่ปรากฏในสื่อต่างๆ

นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลพยายามกระตุ้นให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยว ก็มาเกิดชะงักช่วงปลายปี 2563 ถึงมกราคม 2564 ที่เชียงใหม่ มียอดจองเข้ามา 30-40% เมื่อเกิดโควิคระลอกใหม่ ยอดเข้าพักเหลือแค่ 5-6 % ส่วนหัวหิน ยังดีอยู่ พัทยา ก็ยังไม่ดีนัก เขาใหญ่ ก็พอไปได้

ส่วนกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวใหญ่ของต่างชาติก็ต้องมาปิดอีกรอบ กลุ่มโรงแรม ที่เป็นกลุ่มทุนใหญ่มีสายป่าน หรืออยู่ในตลาดหลักทรัพย์ก็ยังไปต่อ แต่กลุ่มขนาดกลางทำธุรกิจมานาน 40-50 ปี ก็มีทั้งสายป่านยาวและไม่มี ส่วนโรงแรมขนาดเล็ก เช่น บูทีค Hostel เป็นกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก ศักยภาพการเงินก็ไม่เท่ากัน หลายแห่งก็ต้องหยุดกิจการ

แต่โรงแรมที่อยู่ในกลุ่มขนาดกลางมีจำนวนมาก ที่ทำเป็นอาชีพ ซึ่งอาจดูเหมือนว่ารวย แต่เขาก็ขาดเงินสดในการดำเนินการ เพราะการทำธุรกิจโรงแรมต้องใช้กำลังเงินเยอะค่าใช้จ่ายสูงต้นทุนการเงิน เงินเดือนพนักงาน ซึ่งต่างกับธุรกิจประเภทอื่นและเงินที่ได้มาเป็นรายได้ก็ต้องเอามาลงทุนตลอดเวลา เพราะว่าประเทศไทยโรงแรมใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอด โรงแรมจึงต้องแข่งขันกันเพื่อให้โรงแรมดูใหม่ทันสมัย

มาริสา กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามยื่นมือเข้ามาช่วย ด้วยโครงการเที่ยวด้วยกัน ซึ่งเป็นโครงการที่ดี เพราะช่วยกระตุ้นคนไทยให้เดินทาง  โดยมีโรงแรมที่ได้ประโยชน์ คือโรงแรมที่ทำตลาดกับคนไทยมานาน เช่น พัทยาสาย 1 ได้ประโยชน์ แต่สาย 2-3 ไม่ได้เลย รวมถึงโรงแรมระดับ 4-5 ดาว ก็ลดราคาลงได้ 50% เพราะมีสายป่านยาว แต่เมื่อโครงการเราเที่ยวด้วยกันหยุดก็ทำให้กิจการหยุดชะงัก เพราะรัฐบาลเคยช่วยจ่ายถึง 40%

“ส่วนที่ทางรัฐบาลจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูกิจการธุรกิจทางด้านการท่องเที่ยวนั้นก็ยังไม่ได้รับคำตอบ นอกจกานี้ ทางผู้ประกอบการขอให้ช่วยค่าจ้างพนักงาน 1 ปีแต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับ มาถึงตอนนี้ ขอแค่ให้ช่วยสัก 3 เดือน 6 เดือนก็ยังดี คือจ่ายคนละครึ่งระหว่างเจ้าของกิจการกับรัฐบาล”

ส่วนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft loan ของรัฐบาลจะเน้นไปช่วยกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีประเภทอื่น ขณะที่ภาคท่องเที่ยวนั้น ไม่สามารถที่จะประเมินผลประกอบการล่วงหน้าได้ อีกประการหนึ่งถ้าจะให้กู้ผ่านรัฐ 5-10 ล้านบาทก็ไม่พอ ดังนั้นกองทุนที่จะช่วยธุรกิจโรงแรม รัฐต้องเข้ามาช่วยเรื่องหนี้สิน เข้ามาซื้อหุ้น ในช่วงระยะเวลานี้แล้วเมื่อเจ้าของธุรกิจกลับมามีเงินก็ให้เจ้าของธุรกิจมาซื้อคืนอาจจะยาว 5 ถึง 7 ปีเพื่อไปช่วยเหลือพนักงาน โดยเฉพาะที่มีอายุงานมากหรือสูงวัยที่ไม่สามารถไปทำงานอย่างอื่นได้

“ที่ผ่านมาภาคการท่องเที่ยวสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศไทยจำนวนมาก มีกำไร ก็จ่ายภาษีมาตลอด จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน” มาริสา กล่าว


 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *