ท่องเที่ยวไทย..จะไปทางไหน? ในบริบทใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม

ภาพจาก Facebook : ข่าวสารท่องเที่ยว ททท.

ธุรกิจท่องเที่ยวไทยยังต้องพึ่งพาคนไทยเดินทางท่องเที่ยวกันเอง เพราะการที่นักท่องเที่ยวจะกลับเข้ามาได้น่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 4-6 เดือน ส่วนการที่รัฐบาลอนุญาตกลุ่มนักท่องเที่ยววีซ่าพิเศษเดินทางเข้าประเทศได้ ถือเป็นกรณีศึกษาเพื่อที่จะขยับต่อไปในวงที่กว้างขึ้น

ยุทธชัย สุนทรรัตนเวช รองประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์ล่าสุดสำหรับธุรกิจท่องเที่ยว ในส่วนของโรงแรมอยู่ในระดับทรงตัว ดีขึ้นช้าๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะได้อานิสงส์จากนโยบายมาตรการท่องเที่ยวต่างๆ ของรัฐบาล ที่ส่วนใหญ่จะส่งเสริมไปในทิศทางที่ให้ประชาชนใช้สิทธิเลือกท่องเที่ยวเอง

ยุทธชัย สุนทรรัตนเวช

ขณะที่บริษัททัวร์ได้ประโยชน์น้อยมาก คงมีแต่เฉพาะโครงการกำลังใจที่พา อสม. 2 แสนคนไปเที่ยว จากบริษัททัวร์ 13,000 ราย ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ 1,080 ราย ขณะนี้มีบริษัททัวร์ที่ได้ลูกค้าแล้ว 470 ราย อีกประมาณ 500 กว่าราย ยังคลำเป้าไม่เจอ เป็นโครงการที่ดูเหมือนจะดี แต่ไม่ตรงเป้า

ตอนนี้คนไทยยังเที่ยวกันไม่มาก เส้นทางที่ไปเที่ยวคืออยู่ในระยะทางที่ขับรถยนต์ไปถึง ศูนย์กลางการท่องเที่ยวจะอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นหลัก เพราะมีประชากร 10 กว่าล้านคน เพราะฉะนั้นการขับรถไปเที่ยวก็อยู่ในช่วงหัวหิน พัทยา ระยอง กาญจนบุรี ถ้าเลยจากนี้ไปก็ค่อนข้างเงียบ และไม่ประสบความสำเร็จในจังหวัดท่องเที่ยวที่เคยเป็นดาวจรัสแสงในอดีต

ที่ผ่านมา คนที่คิดมาตรการคือสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ซึ่งไม่ได้เรียกผู้ประกอบการที่เป็นผู้นำองค์กรในแวดวงท่องเที่ยวเข้าไปหารือมากเท่าไร และเมื่อคิดมาตรการออกมาแล้ว สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวฯ ก็ต้องเข้าไปช่วยแก้ไข กว่าจะออกมาได้แค่ใกล้เคียง เพราะเงื่อนไขถูกสั่งไปแล้ว ดังนั้นการคิดมาตรการต่างๆ อยากจะให้ผู้ประกอบการอย่างสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวฯ หรือสมาคมท่องเที่ยวต่างๆ เข้าไปมีส่วนร่วมดีไซน์ด้วย

 

ยุทธชัย กล่าวว่า การที่รัฐบาลอนุญาตให้บุคคลเดินทางเข้ามาในประเทศได้ 6 กลุ่ม ซึ่งรวมถึงกลุ่ม Long stay หรือที่เรียกว่า กลุ่มนักท่องเที่ยววีซ่าพิเศษ (Special Tourist Visa: STV) ตรงนี้คงเป็นเรื่องของการเจาะรูระบายเล็กๆ แล้วเป็นกรณีศึกษาให้ขยับไปในวงที่กว้างขึ้น ในระยะ 2 เดือนนี้ คงหวังพึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ได้ประมาณหลักหมื่น จากที่เราเคยมีนักท่องเที่ยวในปี 2562 เฉลี่ยเดือนละเกือบ 2 ล้านคน

แต่ก็จะเป็นแนวทางเพื่อการศึกษาว่าสิ่งที่ออกมาเป็นมาตรการขีดเส้นให้นักท่องเที่ยวเดินตามนั้นไว้ใจได้หรือไม่ เชื่อถือได้หรือไม่ เพื่อให้พี่น้องประชาชนในจังหวัดนั้น มีความสบายใจขึ้นว่าเรามาถูกทางแล้ว การระบาดของโรคต่างๆ ไม่เกิดขึ้นแน่นอน ไม่มีข้อผิดพลาด เพราะฉะนั้นจากเดือนละหมื่น ก็อาจขยายเป็นเดือนละ 4-5 หมื่น แล้วก็อาจเลือกกลุ่มทัวริสต์อย่างแท้จริงเข้ามาเพิ่มเติมได้

กระบวนการเหล่านี้น่าจะใช้เวลาเริ่มนับหนึ่งคือสัปดาห์แรกของเดือนนี้ ที่จะมีนักท่องเที่ยวคนจีนเข้ามา จนถึงจุดที่เริ่มปล่อยให้ทัวริสต์จริงๆ เข้ามาน่าจะอยู่ในระหว่าง 4-6 เดือนข้างหน้า ซึ่งน่าจะเลยปีใหม่ไปแล้ว การจะเปิดให้ทัวริสต์เข้ามา หมายถึงว่ากติกาของการกักตัวจะต้องไม่มี เพราะทัวริสต์ทั่วไป ไม่เหมือนนักธุรกิจ หรือกลุ่ม Long stay ที่เขารอเที่ยวได้ กักตัว 14 วันก็ไม่เป็นไร แต่ทัวริสต์มีเวลา 5-6 วัน ในการมาท่องเที่ยว

ดังนั้นถ้าจะเปิดให้ทัวริสต์ นโยบายการกักตัวต้องไม่มี แต่นโยบายการตรวจคัดกรองต้องมี ซึ่งระหว่างที่รอผลแลป นักท่องเที่ยวต้องถูกกักตัว เพราะฉะนั้นนวัตกรรมทางเทคโนโลยี การตรวจจะต้องเร็วขึ้น หรือความเชื่อมั่นในประเทศต้นทางที่เขามีใบตรวจโรคมาแล้ว ต้องเชื่อถือได้ 100% สถานการณ์การแพร่ระบาดของประเทศหรือเมืองที่คัดเลือกมาแล้ว จะต้องไม่มี จากสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทำให้เชื่อว่าการที่จะมีทัวริสต์เข้ามาจะไม่เร็วกว่าต้นปีหน้า

ยุทธชัย กล่าวว่า ประชาชนคนไทยยังมีความต้องการที่จะเดินทางท่องเที่ยวอยู่ บางกลุ่มอาจไปแสวงหาเรื่องโชคลาภ ที่ จ.นครศรีธรรมราช อุดรธานี นครพนม หรือบางกลุ่มก็ไปพักผ่อนหย่อนใจจริงๆ ตามประสาคนที่ยังมีเงินอยู่ สำหรับคนที่กำลังซื้อยังมีอยู่ ก็อยากให้การใช้ชีวิตในขณะนี้ พิจารณาเลือกเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเป็นอันดับหนึ่ง หรือออกไปทานอาหารนอกบ้าน ซึ่งถือเป็นการกระจายโอกาสให้กับผู้ประกอบการในห่วงโซ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อโอกาสของการท่องเที่ยวเกิดขึ้น มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาแบบทั่วไป ก็อยากให้คนไทยชะลอการออกเดินทางออกนอกประเทศให้ช้าที่สุด เที่ยวเมืองไทยก่อนตามเป้าหมายให้ครบ แล้วค่อยออกไปเที่ยวต่างประเทศ เพราะสถานการณ์ช่วงนี้ไม่ปกติ ขอให้เที่ยวในประเทศ ฟื้นเศรษฐกิจบ้านเราก่อน  @

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *