ชัดเจนแล้วว่าเชนร้านกาแฟพิเศษระดับไฮเอนด์ชื่อดังจากแคลิฟอร์เนียอย่าง “บลู บอทเทิ่ล คอฟฟี่” (Blue Bottle Coffee) ที่มีแผนจะเข้ามาเปิดสาขาแรกที่ประเทศไทย โดนบริษัท “เนสท์เล่” (Nestlé) ยักษ์ใหญ่วงการอาหารโลกจากสวิส ขายกิจการเชน ออกไป
ผู้ซื้อก็คือบริษัทเซ็นจูเรียม แคปิตอล จากประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของลัคอิน คอฟฟี่ เชนร้านกาแฟดังสัญชาติจีนนั่นเอง
ก็เป็นตามแผนปรับโครงสร้างธุรกิจในพอร์ตของเนสท์เล่ หลังจากซีอีโอคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาดำรงตำแหน่ง
ก่อนหน้านี้ มีข่าวใหญ่ในแวดวงธุรกิจร้านกาแฟโลกอยู่ 2 เคส กรณี “สตาร์บัคส์” ขายธุรกิจร้านกาแฟในจีน และบริษัทโคคา-โคลา ขึ้นบัญชีขาย “คอสต้า คอฟฟี่”
ย้อนกลับไปในปีค.ศ. 2017 เนสท์เล่ เข้าเทคโอเวอร์กิจการบลู บอทเทิ่ล ผ่านทางการเข้าไปซื้อหุ้นใหญ่ 68% ในวงเงิน 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หวังขยายฐานที่มั่นออกไปสู่ “ธุรกิจกาแฟพิเศษ” ที่มีอัตราเติบโตสูงมากในตอนนั้น แม้ยักษ์ใหญ่แดนสวิสจะมีธุรกิจกาแฟหลายแบรนด์อยู่ในมือแล้ว แต่ก็เป็นเซกเมนต์กาแฟผงสำเร็จรูปและแคปซูลกาแฟ ยังไม่ได้เปิดแนวรบสู่เซกเมนต์กาแฟพิเศษอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
ตัวเลขขายกิจการบลู บอทเทิ่ล ตามรายงานข่าวบอกอยู่ที่ 400 ดอลลาร์เอง ขายแบบขาดทุนเห็นๆ

ยักษ์ใหญ่ด้านอาหารและเครื่องดื่มของสวิสกำลังเร่งปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพครั้งใหญ่ แล้วการลงทุนของเนสท์เล่ในบลู บอทเทิ่ล ไม่ได้สร้างผลกำไรให้มากพอ ท่ามกลางแรงกดดันด้าน “ต้นทุน” ที่เพิ่มขึ้นสูง คาดว่ามูลค่าของบลู บอทเทิ่ล จะลดลงจากราคาที่เนสท์เล่เข้าซื้อกิจการเมื่อ 8 ปีที่แล้ว
ขณะที่สื่อออนไลน์อย่างยูโรเปียน ไฟแนนเชียล รีวิว ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การเคลื่อนไหวของเนสท์เล่เป็นส่วนหนึ่งของแผนทบทวนกลยุทธ์การลงทุน ภายใต้ซีอีโอคนใหม่ที่ชื่อ “ฟิลิปป์ นาฟราทิล” มีเป้าหมายเพื่อลดความซับซ้อนของพอร์ตโฟลิโอของบริษัทและลดจำนวนธุรกิจร้านค้าปลีกแบบมีหน้าร้านที่มีผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้า

เดือนตุลาคมที่ผ่านมา เนสท์เล่ประกาศเพิ่มเป้าหมายการลดต้นทุนเป็น 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปีค.ศ. 2027 พร้อมประกาศแผนเลิกจ้างพนักงาน 16,000 คน คิดเป็น 6% ของพนักงานทั่วโลก ในอีก 2 ปีข้างหน้า
ใช่ครับ… นี่คืองานชิ้นแรกของฟิลิปป์ นาฟราทิล ซึ่งทำงานกับเนสท์เล่มาตั้งแต่ปีค.ศ. 2001 และเป็นคนที่เพิ่งเข้ามานั่งเก้าอี้ซีอีโอของบริษัท แทนโลรองต์ เฟร็กซ์ ที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา หลังตกเป็นข่าวมีสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับพนักงานใต้บังคับบัญชา
ไม่ใช่เชนร้านกาแฟบลู บอทเทิ่ล รายเดียวที่ถูกเนสท์เล่ เตรียมขายกิจการ ก่อนหน้านี้ก็เคยมีข่าวว่า วางแผนขายบริษัทธุรกิจน้ำแร่ในพอร์ต เช่น “เปอริเอ้” และ “ซานเปลเลกรีโน”

ที่ผู้เขียนรู้สึกเซอร์ไพรส์ ตั้งแต่เห็นข่าวเนสท์เล่เตรียมขายกิจการบลู บอทเทิ่ล ก็เพราะว่าเชนร้านกาแฟพิเศษสัญชาติอเมริกันรายนี้กำลัง “เร่งขยาย” เครือข่ายสาขาในเอเชีย รวมถึงประเทศไทยด้วย
อีกทั้งสาขาในญี่ปุ่นที่เข้าไปเปิดร้านครั้งแรกที่กรุงโตเกียว แถวย่านคิโยสุมิชิราคาวะ มาตั้งแต่ปีค.ศ. 2015 เพิ่งจัดงานฉลองครบรอบ 10 ปี แห่งการเปิดตลาดญี่ปุ่นไปเมื่อเร็วๆนี้ มีกิจกรรมเฉลิมฉลอง เช่น การอัพเกรดเมล็ดกาแฟพรีเมียมฟรี และคอลเลกชันพิเศษต่างๆนานา เรียกว่ากิจการกำลังไปได้สวยทีเดียว
“บลู บอทเทิ่ล” จัดว่าเป็นหนึ่งในหัวหอกบุกเบิกธุรกิจร้านกาแฟพิเศษในสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. 2002 ในเมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย แม้จะยังไม่มีเครือข่ายสาขาในไทย แต่คอกาแฟชาวสยามก็ทำความรู้จักกับร้านกาแฟที่มีโลโก้เป็นรูปขวดสีฟ้าแนวมินิมอลมานานหลายปีแล้ว ด้วยเป็นแบรนด์ที่เกิดในสหรัฐ แต่มาเพิ่มโด่งดังจนเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในญี่ปุ่น มีสาขาตามเมืองใหญ่ในแดนอาทิตย์อุทัยมากมาย

เพื่อนผู้เขียนเป็นคอกาแฟตัวยง เวลาบินไปเที่ยวโตเกียว ก็มักปักหมุดไปจิบ “กาแฟดริป” ที่ร้านบลู บอทเทิ่ล สาขาที่ไปบ่อยสุด คือ สาขาอาโอยาม่า ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางและระเบียงกลางแจ้ง กับสาขาชิบูย่า ที่มีดีไซน์เรียบง่ายร่วมสมัย
ด้วยความมุ่งมั่นในการเสิร์ฟกาแฟไม่เกิน 48 ชั่วโมงหลังการคั่ว บลู บอทเทิ่ลกับการตกแต่งร้านในสไตล์มินิมอล, เสิร์ฟกาแฟคุณภาพอย่างพิถีพิถัน และมีวิธีการชงกาแฟดริปที่ได้รับแรงบันดาลใจจากญี่ปุ่น เป็นเสน่ห์ดึงดูดใจลูกค้าให้แวะเวียนมาชิมเครื่องดื่มกาแฟพิเศษภายในร้าน
กลางปีค.ศ. 2015 ปีเดียวกับที่เปิดร้านแรกในโตเกียว ปรากฎภาพข่าวที่สร้างความฮือฮาไปทั่ว ชาวญี่ปุ่นเข้าคิวรอกาแฟหน้าร้านบลู บอทเทิ่ล นานถึง 4 ชั่วโมง
เป็นร้านกาแฟจากแคลิฟอร์เนีย แต่เห็นเอเชียเป็น “ขุมทอง” ในการทำตลาด ว่ากันว่าไม่ใช่เฉพาะเรื่องที่ธุรกิจกาแฟพิเศษในภูมิภาคนี้ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะ “เจมส์ ฟรีแมน” ผู้ก่อตั้งร้าน มีความหลงใหลได้ปลื้มในวัฒนธรรมกาแฟดริปสไตล์ญี่ปุ่น ที่เมื่อสัก 20-30 ปีก่อน ร้านกาแฟอเมริกันแทบไม่รู้จัก
นี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ฟรีแมน เลือกเปิดสาขาต่างประเทศแห่งแรกที่โตเกียว

ณ เดือนสิงหาคม 2025 บลู บอทเทิ่ล มีร้านกาแฟสาขา 140 แห่งใน 6 ประเทศ ส่วนใหญ่เป็นในสหรัฐและเอเชีย แยกเป็นสาขาในสหรัฐประมาณ 100 แห่ง และญี่ปุ่น 30 แห่ง ที่เหลือเป็นร้านสาขาในโซล, ฮ่องกง, เซี่ยงไฮ้ และสิงคโปร์ รวมๆ แล้วมีปริมาณการคั่วกาแฟชนิดพิเศษประมาณ 1,800 ตันต่อปี
สำหรับเนสท์เล่แล้ว การซื้อกิจการบลู บอทเทิ่ล เมื่อ 8 ปีก่อน ก็ชัดเจนว่า ต้องการดึงเชนร้านกาแฟพิเศษระดับไฮเอนด์ มาช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับขุมกำลังของเนสท์เล่ในตลาดสหรัฐอเมริกา และขยายผลิตภัณฑ์ในตลาดกาแฟพิเศษ
ท่ามกลางความคาดหมายว่า หากบลู บอทเทิ่ล ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากเจ้าของใหม่แล้ว ก็อาจมีศักยภาพแข่งขันได้กับแบรนด์ร้านกาแฟหมายเลขหนึ่งอย่าง “สตาร์บัคส์”
ความที่เมื่อถูกเทคโอเวอร์ไปแล้ว บลู บอทเทิ่ล ได้แตกไลน์ออกผลิตภัณฑ์ในตลาดกาแฟอินสแตนท์และกาแฟแคปซูลหลายตัวด้วยกัน ผ่านทางความร่วมมือกับ “เนสกาแฟ” และ “เนสเพรสโซ่” สองแบรนด์ในเครือของเนสท์เล่ เช่น คราฟท์ อินสแตนท์ คอฟฟี่, โนลา คราฟท์ อินสแตนท์ คอฟฟี่ และกาแฟแคปซูลรุ่นต่างๆ

ดังนั้น รายงานข่าวบางกระแสจึงระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่เนสท์เล่ อาจตัดสินใจขายเฉพาะธุรกิจร้านกาแฟ แต่เก็บผลิตภัณฑ์ที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาเอาไว้ เพื่อสามารถจำหน่ายสินค้าแบรนด์บลู บอทเทิ่ล ได้ต่อไป รวมไปถึงเมล็ดกาแฟคั่ว และ
“เนสท์เล่” ตัดใจขายทิ้ง “บลู บอทเทิ่ล” จริงๆ ก็มีความเป็นไปได้ 3 แนวทางสำหรับเหตุผล
1.ต้องการลดต้นทุนของกิจการที่ลงทุนสูงแต่ให้กำไรน้อย ตามแผนปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ล่าสุด
2.ต้องการถอนตัวออกจากธุรกิจกาแฟพิเศษ หันไปมุ่งเน้นเฉพาะตลาดกาแฟตามบ้านและออฟฟิศอย่างกาแฟสำเร็จรูปและกาแฟแคปซูลที่ให้ผลกำไรสูงกว่า และเป็นตลาดที่ฐานลูกค้าใหญ่กว่า
3.ต้องการทำตลาดร้านกาแฟพิเศษแบบไฮเอนด์ ตามแคแรคเตอร์ของเนสท์เล่เอง
ทั้ง 3 ข้อ เป็นการคาดการณ์ของผู้เขียน อาจจะผิดไปจากนี้ก็ได้ อย่าเพิ่งเชื่อครับ รอรายละเอียดขกันดีกว่า เห็นว่าจะปิดดีลให้ได้ภายในครึ่งแรกของปีนี้
facebook : CoffeebyBluehill








