เป็นอีกครั้งที่มีคนลุกขึ้นมาท้าทายเอากับ “ดังกิ้น” (Dunkin’) และ “สตาร์บัคส์” (Starbucks) 2 เชนร้านกาแฟยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ในเรื่องปริมาณ “น้ำตาล” ที่สูงมากเกินไปในเครื่องดื่มบางเมนู รอบนี้คนที่ออกมาวิจารณ์หนักๆ เป็นถึงรัฐมนตรีว่าการคนดังในรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทีเดียว
แน่นอนเลยว่าในสังคมโซเชียลมีเดียของสหรัฐอเมริกา กำลังถกเถียงกันสนั่นในประเด็นเครื่องดื่มที่เสี่ยงต่อสุขภาพ และดูเหมือนกำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ หลังจาก “โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์ ซึ่งถ้าเทียบกับไทยก็ประมาณกระทรวงสาธารณสุข ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มที่จำหน่ายโดยดังกิ้น และสตาร์บัคส์
ตอนหนึ่งระหว่างการเสวนาในหัวข้อกินอาหารที่แท้จริง (Eat Real Food) ในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส เมื่อเร็วๆ รัฐมนตรีที่สื่ออเมริกันเรียกกันสั้นๆ ว่า อาร์เอฟเค จูเนียร์ เรียกร้องให้ดังกิ้นและสตาร์บัคส์ พิสูจน์ว่าเครื่องดื่มมีน้ำตาลสูงที่ร้านจำหน่ายอยู่นั้น “ปลอดภัย” ต่อการบริโภคของเด็กวัยรุ่น กาแฟเย็นบางเมนูมีระดับน้ำตาลมากกว่า 115 กรัมต่อแก้ว
อาร์เอฟเค จูเนียร์ ยังพูดแบบดักคอว่า ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะพิสูจน์ได้ แถมเปรยเป็นนัยๆ อีกว่ารัฐบาลทรัมป์อาจออกกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มที่ฉ่ำไปด้วยน้ำตาล

สื่อหัวสีในแดนพญาอินทรีอย่างเดอะนิวยอร์ค โพสต์ ถึงกับหยิบเอาเรื่องนี้ไปพาดหัวข่าวว่า อาร์เอฟเค จูเนียร์ ประกาศ “สงคราม” กับดังกิ้นและสตาร์บัคส์เข้าให้แล้ว ขณะที่ยาฮูนิวส์ ไปดึงสโลแกนการตลาดของแบรนด์ดังกิ้นมาพาดหัวข่าวให้ดูหวือหวา ในท่วงทำนองว่า America runs on Dunkin’ – but Robert F. Kennedy Jr. disagrees หรืออเมริกาอยู่ได้ด้วยดังกิ้น แต่อาร์เอฟเค จูเนียร์ ไม่เห็นด้วย
สำหรับสโลแกน America Runs on Dunkin’ ดังกิ้นเริ่มใช้ตั้งแต่ปีค.ศ. 2006 เพื่อสื่อสารว่ากาแฟและโดนัทของแบรนด์เป็นพลังงานสำคัญที่ขับเคลื่อนวิถีชีวิตอันเร่งรีบของชาวอเมริกัน โดยเน้นความสะดวก รวดเร็ว และเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน ถือเป็นการปรับโฉมแบรนด์ครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ แคมเปญนี้วางตำแหน่งแบรนด์ให้เป็น “แหล่งพลังงาน” สำหรับชาวอเมริกันที่ทำงานหนัก

พอถึงปีค.ศ. 2022 ก็มีการเปลี่ยนชื่อแบรนด์จาก “ดังกิ้น โดนัท” เป็น “ดังกิ้น” เพื่อส่งสัญญาณว่าแบรนด์ไม่ได้โดดเด่นเฉพาะโดนัท แต่ยังเป็นผู้นำด้านกาแฟและเครื่องดื่มอื่นๆ อีกด้วย
ที่น่าแปลกใจยิ่งก็คือ สื่ออเมริกันมักจะโฟกัสไปที่ดังกิ้นมากว่าสตาร์บัคส์ อาจเป็นเพราะว่าเครื่องดื่มประเภท “กาแฟเย็น” ของดังกิ้น มักมีปริมาณน้ำตาลสูงกว่าสตาร์บัคส์ในขนาดแก้วที่เท่ากัน หรืออย่างไรไม่ทราบได้
ทั้งดังกิ้นและสตาร์บัคส์ ยังไม่มีใครออกมาตอบโต้หรือคอมเม้นต์ต่อเสียงวิจารณ์แบบจัดหนักของรัฐมนตรีสาธารณสุข แต่ดังกิ้นเพิ่งประกาศเปิดตัวเครื่องดื่มชูกำลัง “ไร้น้ำตาล” (zero-sugar energy drink) ที่มีให้เลือกถึง 6 รสชาติด้วยกัน

ส่วนกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐ ก็แถลงประมาณว่า จุดมุ่งหมายของรัฐมนตรี คือการทำให้มั่นใจว่าระบบการจัดหาอาหารของประเทศนั้น จะโปร่งใสและอยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ สอดรับกับความคิดอ่านโดยส่วนตัวของรัฐมนตรีเองที่อยากจะเปลี่ยนแปลงวิถีแห่งการบริโภคอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อให้ “ชาวอเมริกัน” กลับมามีสุขภาพดีอีกครั้ง
ถึงกระนั้น คำวิจารณ์ของรัฐมนตรีสาธารณสุขสหรัฐก็นำไปสู่คอมเมนต์ใต้ข่าวที่มีความหลากหลายในแง่มุม ผู้เขียนนั่งอ่านแบบยาวๆ สรุปได้ 4 ประเด็น คือ
1.เห็นด้วยที่รัฐมนตรีเป็นห่วงสุขภาพคนอเมริกัน และเข้าใจได้ เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมของคนรุ่น Gen Z ที่ชื่นชอบเครื่องดื่มกาแฟปรุงแต่งรสชาติ
2.มีคนปกป้องทั้งสองแบรนด์ โดยเฉพาะดังกิ้น ที่ถือเป็นความภาคภูมิใจของรัฐแมสซาชูเซตส์ เพราะดังกิ้นก่อตั้งขึ้นในรัฐนี้ ตั้งแต่ปีค.ศ.1950
3.ถามถึงอาร์เอฟเค จูเนียร์ ว่าจริงใจแค่ไหนเรื่องห่วงใยคนอเมริกัน เพราะเมื่อปีที่แล้ว เขาได้ตัดลดงบประมาณในโครงการพัฒนาวัคซีน mRNA ไป 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นั่นทำให้การที่เขาพาดพิงดังกิ้นและสตาร์บัคส์ ดูเหมือนย้อนแย้งอย่างไรชอบกล
4.การออกมาวิพากษ์วิจารณ์ร้านกาแฟรายใหญ่เกี่ยวกับปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม อาจผลักดันให้ร้านเหล่านี้นำเสนอตัวเลือกที่หวานน้อยหรือมีแคลอรี่ต่ำกว่า สอดรับกับตลาดเครื่องดื่มกาแฟเพื่อสุขภาพกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

อาร์เอฟเค จูเนียร์ เกิดในรัฐแมสซาชูเซตส์ เป็นหลานชายของ “จอห์น เอฟ. เคนเนดี” ประธานาธิบดีคนที่ 35 ของสหรัฐ ก่อนเป็นนักการเมืองเคยทำอาชีพทนายความมาก่อน ถือเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นของประธานาธิบดีทรัมป์ ถึงขั้นดึงตัวมาคุมกระทรวงสาธารณสุข กำกับดูแลหน่วยงานด้านสุขภาพสำคัญๆ ทั้งนั้น เช่น องค์การอาหารและยา, ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติ และสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐ
ใน “รัฐแมสซาชูเซตส์” ที่อาร์เอฟเค จูเนียร์ เติบโตมานั่นแหละ เป็นสำนักงานใหญ่ของดังกิ้น แบรนด์ที่มีรากฐานสำคัญในรัฐนี้มานานกว่า 7 ทศวรรษ ได้สร้างงานและโอกาสทางธุรกิจมากมาย เมื่อมาถูกวิจารณ์โดยรัฐมนตรีในรัฐบาลพรรครีพับลิกัน จึงเกิดการตอบโต้อย่างดุเดือดจากผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ ที่เป็นคนของพรรคเดโมแครต
“มอร่า ฮีลีย์” ผู้ว่าการหญิงของรัฐแมสซาชูเซตส์ โพสต์ข้อความลงบนโซเชียลมีเดียว่า Come and Take It ซึ่งผู้เขียนขออนุญาตแปลว่า แน่จริงก็มาเอาไป พร้อมลงภาพประกอบเป็นถ้วยกาแฟดังกิ้น อีกไม่กี่วันต่อมา เธอก็โพสต์ภาพคู่กับรองผู้ว่าการรัฐ ในชุดวอร์มธีมดังกิ้นสีสดใส ร่วมทำกิจกรรมในขบวนพาเหรดวันเซนต์แพทริคปี 2026
อาร์เอฟเค จูเนียร์ ตอบกลับไปว่ารัฐบาลไม่ได้จะ “แบน” หรือ “ยึด” กาแฟของใคร แต่ต้องการให้บริษัทแสดงข้อมูลว่าเครื่องดื่มที่ใส่น้ำตาลมหาศาลนั้นปลอดภัยต่อสุขภาพจริงๆ หรือไม่
เพิ่มเติมข้อมูลกันนิดนึง… Come and Take It คือสโลแกนแสดงความท้าทายและไม่ยอมจำนน ย้อนประวัติศาสตร์อเมริกันไปในปีค.ศ.1835 อันเป็นช่วงปฏิวัติเท็กซัสเพื่อแยกตัวออกจากเม็กซิโก เรื่องมีอยู่ว่าชาวเมืองกอนซาเลซปฏิเสธที่จะคืนปืนใหญ่ให้ทหารเม็กซิโก จึงท้าทายว่า “แน่จริงก็มาเอาไป” ต่อมาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพ, การป้องกันสิทธิตนเอง และการสู้ตาย

ที่ผ่านมา ร้านกาแฟในสหรัฐอเมริกาที่ใส่น้ำตาลสูงในเครื่องดื่ม มักเป็นร้านใหญ่ที่มีเมนู “เครื่องดื่มหวานเย็น” (Frozen/Blended Drinks) และเมนูพิเศษตามฤดูกาล โดยเมนูหลักๆ ที่มักถูกพาดพิงเป็นประจำได้ ได้แก่ ไอซ์ ทริปเปิล มอคค่า, คาราเมล แฟรปปูชิโน่ และจาวา ชิพ แฟรปปูชิโน่ ซึ่งไซส์แก้วขนาดใหญ่ในบางเมนู อาจมีน้ำตาลเกินกว่าปริมาณที่แนะนำต่อวัน
สาเหตุหลักก็มาจากส่วนผสมในเครื่องดื่ม เช่น น้ำเชื่อมไซรัป, วิปครีม และซอสที่ใช้แต่งรสชาติ แล้วเครื่องดื่มหวานเย็นโดยเฉลี่ยมีน้ำตาลมากกว่าเครื่องดื่มร้อน
จากข้อมูลที่รวบรวมของคอฟฟี่แดชเชอร์ บริษัทวิจัยข้อมูลในสหรัฐอเมริกา พบว่า “สตาร์บัคส์” มีส่วนแบ่งร้านกาแฟมากที่สุดในประเทศ 40% ตามมาด้วย “ดังกิ้น” 26% จะเห็นว่าทั้งสองแบรนด์ต่างมีอิทธิพลต่อวิถีการกินการดื่มของคนอเมริกันมากๆ
ที่ผ่านมา รัฐบาลกลางและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ออกคำแนะนำเรื่องการจำกัดปริมาณน้ำตาลที่เติมลงไปในอาหารให้น้อยกว่า 10% ของปริมาณแคลอรี่ต่อวัน หรือประมาณ 50 กรัมต่อวัน หรือประมาณ 10-15 กรัมต่อมื้อ อย่างไรก็ตาม เครื่องดื่มหลายชนิดของเชนร้านกาแฟ เช่น กาแฟปั่นหรือแฟรปปูชิโน่ มักมีน้ำตาลที่เติมลงไปถึง 60-160 กรัม ในแก้วเดียว ซึ่งเกินระดับที่แนะนำในหนึ่งหน่วยบริโภคไปมาก
เมนูกาแฟปั่นที่ท็อปปิ้งหน้าด้วยวิปครีมแบบบิดเกลียวสูงๆเหมือนยอดเขาแล้วราดด้วยไซรัปน้ำเชื่อม ถ้าเสิร์ฟในแก้วไซส์ใหญ่ แทบจะมีปริมาณน้ำตาลมากกว่า 150 กรัมต่อแก้วทั้งนั้น เมนูเหล่านี้มักขึ้นต้นด้วยคำว่า “โฟรเซ่น” (Frozen) และปิดด้วยคำว่า “สเวิร์ล” (Swirl)

โอเค…กาแฟเย็นราดคาราเมลบวกวิปครีมหวานๆ เป็นเมนูโปรดของหลายๆคนก็จริง แต่ความจริงคือ ร้านกาแฟทุกประเภทมีเมนูให้เลือกมากมาย ที่แคลอรี่ต่ำหรือหวานน้อยก็มีทั้งนั้น หรือจะเลือกดื่ม “กาแฟไร้น้ำตาล” (Zero Sugar Coffee) เช่น กาแฟดริป, เอสเพรสโซ่ และอเมริกาโน่ รวมไปถึงพวกกาแฟสายนมอย่างคาเฟ่ ลาเต้ หรือคาปูชิโน่ ที่ไม่เพิ่มไซรัป ก็ได้นะ
ก็อยู่ที่ลูกค้าเองแหละครับว่า จะเลือกตามใจปากหรือตามใจสุขภาพ
สถานการณ์หนึ่งที่น่าสนใจก็คือ สหรัฐอเมริกายังไม่มีกฎหมายจัดเก็บ “ภาษีน้ำตาล“ในเครื่องดื่มในระดับประเทศ ทั้งๆที่หลายประเทศทำกัน เพื่อลดการบริโภคน้ำตาลและลดผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เกิดจากกินหวานมากๆ แต่มีการเก็บภาษีในระดับท้องถิ่นหรือระดับเมืองบางแห่ง อย่างไรก็ตาม ความพยายามออกฎหมายนี้ แค่พูดก็มีคนออกมาต่อต้านมากมายเสียแล้ว
“ประเทศไทย” เก็บภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่มมาตั้งแต่ปี 2560 ครอบคลุมน้ำอัดลม, ชาเขียว, กาแฟ, เครื่องดื่มชูกำลัง, นมเปรี้ยว และน้ำผลไม้ แต่เป็นแบบเครื่องดื่มบรรจุกระป๋องและขวด ส่วนเครื่องดื่มแบบ “ชงสด” ตามร้านชากาแฟนั้น ไทยยังไม่มีการจัดเก็บโดยตรง เนื่องจากมีข้อจำกัดทางกฎหมายและมีความยากในการจัดเก็บจริง แต่ก็มีการขอความร่วมมือไปทางผู้ประกอบการอยู่บ่อยๆ
ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ กรมอนามัยจับมือภาคเอกชน ขับเคลื่อนนโยบาย “หวานปกติ = หวาน 50%” เริ่ม 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมี 9 แบรนด์เครื่องดื่มชั้นนำ ร่วมปรับลดน้ำตาลในเครื่องดื่มลงครึ่งหนึ่งจากสูตรปกติ
ผู้เขียนอ่านคำพูดตอนหนึ่งของรัฐมนตรีสาธารณสุขสหรัฐคนนี้แล้ว เหมือนกำลังส่งสัญญาณบางอย่างว่าอยาก “แทรกแซง” จะเรียกว่าขู่ก็ได้ ถ้าให้ชี้ชัดลงไปก็ขอเดาว่าเป็นมาตรการจัดเก็บภาษีความหวาน อย่างที่หลายประเทศประกาศใช้เป็นกฎหมายไปแล้ว รวมถึงประเทศไทยด้วย
สหรัฐอเมริกายังไม่มีภาษีความหวานระดับประเทศ ในด้านสุขภาพของประชากร ถือว่า “ล้าหลัง” ประเทศไทยในเรื่องนี้นะ
facebook : CoffeebyBluehill








